ตลาดหุ้นโลกเตรียมรับความผันผวนสูงในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่เสี่ยงกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่าน Strait of Hormuz การเร่งตัวของราคาน้ำมัน และแรงกดดันเงินเฟ้อ ควบคู่กับสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ความเสี่ยง Strait of Hormuz กับน้ำมัน-จีน-ภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนจับตาคือสถานการณ์ใน Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในห้าของการบริโภคน้ำมันโลก ขณะนี้การเดินเรือเกือบหยุดชะงักจากความเสี่ยงที่เรือบรรทุกน้ำมันอาจถูกโจมตี ทำให้ประเทศผู้ผลิตเริ่มลดกำลังการผลิตเพราะขาดพื้นที่เก็บสำรอง แม้รัฐบาลสหรัฐเพิ่งประกาศโครงการประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันวงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์เพื่อจูงใจให้เดินเรือกลับมาปกติ แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน
ผลกระทบถูกจับตาเป็นพิเศษต่อจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจำนวนมากผ่าน Strait of Hormuz การสะดุดของอุปทานอาจกดดันเศรษฐกิจจีน และเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานชิปขั้นสูงที่กระจุกตัวในไต้หวัน หากสถานการณ์ลุกลามอาจกระทบทั้งเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นอย่างรุนแรง
เงินเฟ้อสหรัฐ ตลาดแรงงาน และความเสี่ยง stagflation
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ สัปดาห์นี้ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกุมภาพันธ์จะประกาศวันพุธ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดเพิ่มขึ้นปีต่อปีราว 2.4% ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อรายจ่ายการบริโภคส่วนบุคคล (core PCE) ที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้เป็นตัวชี้วัดหลักจะออกข้อมูลของเดือนมกราคมล่าช้าเพราะปัญหาปิดหน่วยงานรัฐบาล ตัวเลขทั้งสองชุดจึงยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น แต่ยังใช้ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อด้านอื่น โดยเฉพาะค่าเช่าบ้าน ก่อนนำมาปรับมุมมองตามระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ตลาดแรงงานสหรัฐถูกจับตามองท่ามกลางความกังวลว่าอาจเริ่มอ่อนแอ หลังตัวเลขจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์หดตัว 92,000 ตำแหน่ง ตรงข้ามกับที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนรอติดตามรายงาน JOLTS วันศุกร์ ซึ่งสะท้อนจำนวนตำแหน่งงานว่างและอัตราการลาออกโดยสมัครใจ เพื่อประเมินความตึงตัวของตลาดแรงงาน รวมถึงผลของการเร่งใช้งาน AI ในภาคธุรกิจที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพแต่กดดันการจ้างงานในบางช่วง
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นคือโอกาสเกิดภาวะ stagflation ในสหรัฐ จากการผสมผสานระหว่างเงินเฟ้อเร่งตัวเพราะราคาน้ำมัน กับสัญญาณชะลอตัวของการจ้างงาน ภาวะดังกล่าวจะทำให้ Fed ตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงตลาดแรงงาน กับการคงหรือตรึงดอกเบี้ยสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ระดับราคาน้ำมันในระยะถัดไปจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดให้ความสำคัญ
ชุดข้อมูลเศรษฐกิจ-งบบริษัทสหรัฐ และนัยต่อตลาดไทย
นอกจากข้อมูลเงินเฟ้อ ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐสำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้ ทั้งรายงานยอดขายบ้านมือสอง ตัวเลขเริ่มสร้างบ้าน จ้างงานและลาออก และการปรับประมาณการครั้งที่สองของ GDP ไตรมาส 4 ซึ่งจะช่วยยืนยันทิศทางการเติบโตและภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนใหญ่บางราย เช่น Hewlett Packard Enterprise, Oracle, AeroVironment, Kohl’s, Dick’s Sporting Goods, Dollar General, Ulta Beauty และ Adobe จะให้ภาพเพิ่มเติมต่อทิศทางลงทุน data center งบป้องกันประเทศ และกำลังซื้อผู้บริโภคท่ามกลางค่าน้ำมันที่สูงขึ้น
สำหรับไทย ความตึงเครียดใน Strait of Hormuz และความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงจะกดดันต้นทุนน้ำมันนำเข้า ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่ง ซึ่งอาจเร่งเงินเฟ้อในประเทศและเพิ่มความเสี่ยงต่อกำไรของธุรกิจพลังงาน การขนส่ง และภาคผู้บริโภค ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐและจีนชะลอตัวจากผลกระทบดังกล่าว อาจกระทบคำสั่งซื้อสินค้าและรายได้จากการท่องเที่ยวของไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยจำเป็นต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทิศทางนโยบาย Fed อย่างใกล้ชิดในช่วงถัดไป








