ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้จับตาผลประกอบการ Big Tech ชุดใหญ่ การประชุม Federal Reserve และทิศทางสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจกำหนดกระแสการลงทุน ต้นทุนทางการเงิน และราคาน้ำมันในระยะสั้นถึงกลางไปพร้อมกัน ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐยังทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง
Big Tech งบแน่นกลางสัปดาห์ กำหนดโทนลงทุนเทคฯ โลก
ด้านผลประกอบการ ช่วงกลางสัปดาห์ถูกมองว่าเป็น “ไฮไลต์” เมื่อ Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta Platforms เตรียมรายงานงบไตรมาสเดียวกันในคืนวันพุธ คิดเป็นมูลค่าบริษัทรวมกันกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์ นักลงทุนจับตาเม็ดเงินลงทุนรวมด้าน data center และ AI infrastructure ราว 600,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผ่านไปยังซัพพลายเชนอย่าง Broadcom, Nvidia, Arm Holdings, Eaton และหุ้นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมาก
สำหรับรายบริษัทรายสำคัญ Microsoft ถูกจับตาความชะลอตัวของ Azure การพึ่งพาเทคโนโลยีจาก OpenAI และแผนเร่งขยายศักยภาพ data center รวมถึงทิศทางของ Copilot และผลกระทบจากการปลดพนักงานรอบล่าสุด ขณะที่ Amazon ต้องพิสูจน์ว่าการตั้งเพดานค่าใช้จ่ายลงทุนสูงสุดถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะใน AWS และดีลร่วมกับ OpenAI, Anthropic และ Meta จะสร้างการเติบโตได้เพียงพอหรือไม่ พร้อมกันนั้น Alphabet จะถูกประเมินต่อเนื่องในแง่ผลตอบแทนจาก Capex ด้าน GenAI การเติบโตของธุรกิจ Search และ YouTube ส่วน Meta เน้นตัวเลขการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ประสิทธิภาพโฆษณาที่ได้จาก AI และกรอบค่าใช้จ่าย-ลงทุนที่ยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
ปลายสัปดาห์ Apple จะรายงานผลประกอบการ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารจาก Tim Cook ไปสู่ John Ternus ซึ่งนักลงทุนต้องการเห็นแนวทางกลยุทธ์ฮาร์ดแวร์และ AI รุ่นถัดไป ประเด็นสำคัญยังรวมถึงต้นทุนหน่วยความจำ ความเพียงพอของ DRAM การเติบโตของรายได้จากบริการ และทิศทางยอดขายในจีน ด้านหุ้นอุตสาหกรรมอย่าง Linde จะสะท้อนสถานการณ์ตลาดฮีเลียมโลก ผลจากการหยุดชะงักของซัพพลายในตะวันออกกลางและผลกระทบต่ออุปสงค์ก๊าซอุตสาหกรรม
Fed โค้งสุดท้ายในยุคของ Powell
ในมิตินโยบายการเงิน Federal Reserve จะประชุมกำหนดดอกเบี้ยรอบเดือนเมษายนในคืนวันพุธ โดยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5%-3.75% ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายและตลาดแรงงานที่ยังแข็งแรง การประชุมนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้การนำของ Jerome Powell ก่อนหมดวาระกลางเดือนพฤษภาคม โดยการเสนอชื่อ Kevin Warsh ขึ้นเป็นประธาน Fed คนใหม่ภายใต้รัฐบาล Donald Trump ก่อให้เกิดคำถามถึงสมดุลระหว่างแรงกดดันให้ลดดอกเบี้ยกับภาพลักษณ์ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
วันพฤหัสบดีตลาดยังรอข้อมูลดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนมีนาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ และตัวเลขประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกของสหรัฐ ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นจากสงคราม ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจในช่วงที่ตลาดยังไม่มั่นใจต่อทิศทางดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง
สงครามอิหร่าน-น้ำมัน และนัยต่อ SET
ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นองค์ประกอบหลัก เมื่อสงครามอิหร่านแม้ยังอยู่ในช่วงหยุดยิง แต่การขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz ยังถูกจำกัด ส่งผลให้ปริมาณส่งออกน้ำมันลดลงและสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาล Trump ยกเลิกการส่งเจ้าหน้าที่สหรัฐไปเจรจาสันติภาพรอบล่าสุดในปากีสถาน สะท้อนความไม่แน่นอนของกระบวนการยุติความขัดแย้ง
สำหรับไทย ความเคลื่อนไหวของ Big Tech มีผลโดยตรงต่อหุ้นเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน data center และเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่การตัดสินใจดอกเบี้ยของ Fed และทิศทางสงครามอิหร่านจะส่งผ่านมายังค่าเงินบาท ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ และราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งล้วนมีน้ำหนักต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนและทิศทาง SET ในระยะต่อไป








