ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและการปิดล้อมช่องแคบ Hormuz ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กำลังเขย่าตลาดปุ๋ยโลกและตอกย้ำอิทธิพลของจีนในห่วงโซ่อุปทานเกษตรเคมี หลังจีนกลายเป็นผู้เล่นหลักทั้งด้านปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบสำหรับสารกำจัดศัตรูพืช ขณะที่เกษตรกรจีนยังคงไถหว่านฤดูใบไม้ผลิได้ตามปกติ ท่ามกลางราคาปุ๋ยภายในประเทศที่ต่ำกว่าตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ
จีนยึดบทบาทศูนย์กลางซัพพลายปุ๋ย
จีนมีส่วนแบ่งการผลิตปุ๋ยคิดเป็นราวหนึ่งในสามของทั้งโลก และถือครองกำลังการผลิตวัตถุดิบสำหรับสารกำจัดศัตรูพืชประมาณ 70% ของโลก ตามข้อมูลของ IBISWorld ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองสูงในตลาดเกษตรเคมีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ซัพพลายจากตะวันออกกลางสะดุด และหลายประเทศกังวลเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดล้อมช่องแคบ Hormuz ซึ่งก่อนเกิดการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเมื่อปลายกุมภาพันธ์ เคยเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยทางเรือราวหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางทะเลของโลก ตามข้อมูลของ UN ได้ฉุดให้การส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนอย่าง urea และปุ๋ยฟอสเฟตจากภูมิภาคนี้ชะงัก และกระตุ้นให้ผู้ซื้อทั่วโลกหันมาพึ่งซัพพลายจากจีนมากขึ้น
ในทางกลับกัน รัฐบาลปักกิ่งกลับเข้มงวดมาตรการจำกัดการส่งออกปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกักตุนซัพพลายและตรึงราคาภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดโลกเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้น นักวิเคราะห์ของ Sublime China Information ระบุว่าการผสานกันของข้อจำกัดการส่งออกจากจีน กับภาวะขาดแคลน urea และปุ๋ยฟอสเฟตทั่วโลก กำลังกดดันให้ราคาปุ๋ยโลกเร่งตัวขึ้น และท้ายที่สุดจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิตอาหาร
ความเสี่ยงใหม่ต่อเกษตรกรไทย
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความเปราะบางรูปแบบใหม่ให้กับห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยของประเทศผู้นำเข้าอย่างไทย ซึ่งต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก และมีจีนเป็นแหล่งนำเข้ารายสำคัญ ความผันผวนของซัพพลายและราคาปุ๋ยโลกอาจดันต้นทุนเกษตรกรไทยให้สูงขึ้น และกดดันเงินเฟ้อด้านอาหารในระยะถัดไป หากยังไม่สามารถกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยในระบบเกษตรได้ทันเวลา








