หน่วยงาน International Energy Agency (IEA) มีมติร่วมกันของสมาชิก 32 ประเทศ ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร เพื่อพยายามสกัดราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากผลกระทบสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน และความเสี่ยงด้านอุปทานจากการปิดทางเดินเรือในช่องแคบ Hormuz โดยพฤตินัย มาตรการนี้เป็นครั้งที่ 6 ที่ IEA ใช้การระบายน้ำมันสำรองเข้าตลาดนับตั้งแต่ก่อตั้งในทศวรรษ 1970 และเกิดขึ้นท่ามกลางการหารือระดับผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดย IEA ระบุว่าการระบายสต็อกจะดำเนินไปตามเงื่อนไขและสถานการณ์ของแต่ละประเทศสมาชิก และยังจะมีมาตรการฉุกเฉินเสริมจากบางประเทศควบคู่กันไป
แผนระบายคลังสำรอง-ข้อจำกัดด้านอุปทาน
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับขึ้นราว 4% ในวันพุธ หลังมีรายงานเหตุโจมตีเรือพาณิชย์เพิ่มเติมในช่องแคบ Hormuz ทำให้ตลาดยังวิตกต่อความเสี่ยงอุปทานขาดแคลน นักวิเคราะห์ชี้ว่าประสิทธิผลของแผน IEA จะขึ้นกับ “อัตราการระบายต่อวัน” ไม่แพ้ปริมาณรวม โดยหากสมมติปล่อย 100 ล้านบาร์เรลในหนึ่งเดือน จะเท่ากับเฉลี่ยราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุปทานที่ถูกรบกวนในระดับประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยไหลผ่านช่องแคบ Hormuz มาก่อนหน้า
ปริมาณสำรองฉุกเฉินของสมาชิก IEA ปัจจุบันมีมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีสต็อกในภาคเอกชนภายใต้ข้อผูกพันของภาครัฐอีกราว 600 ล้านบาร์เรล แผนครั้งนี้จึงถือว่าใช้คลังสำรองในสัดส่วนค่อนข้างสูง เทียบกับปี 2022 ที่ IEA เพิ่งปล่อยสำรองรวม 182.7 ล้านบาร์เรลในสองระลอก เพื่อลดแรงกระแทกราคาหลังรัสเซียบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบ ในรอบปัจจุบัน สหรัฐถูกมองว่าเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการระบายสต็อก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐประเมินว่าวิกฤติหลักตอนนี้คือปัญหาการขนส่งผ่านจุดยุทธศาสตร์ มากกว่าภาวะขาดแคลนพลังงานในเชิงปริมาณทั่วโลก
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นสมาชิก G7 ระบุว่าเตรียมปล่อยน้ำมันราว 80 ล้านบาร์เรลจากสำรองของรัฐและเอกชนเป็นส่วนหนึ่งของแผนความร่วมมือนี้ และพร้อมเริ่มระบายได้เร็วสุดตั้งแต่วันที่ 16 ของเดือน เพื่อบรรเทาความตึงตัวด้านอุปทานในตลาดพลังงานโลกโดยไม่รอขั้นตอนอนุมัติอย่างเป็นทางการจาก IEA ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นสะท้อนความกังวลของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชีย ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงหากช่องแคบ Hormuz ถูกปิดทางเดินเรือยืดเยื้อ
สำหรับไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก การระบายน้ำมันสำรองของ IEA และญี่ปุ่นช่วยลดโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบโลกจะปรับขึ้นรุนแรงกว่านี้ในระยะสั้น แม้ยังไม่สามารถลบความเสี่ยงด้านราคาได้ทั้งหมด หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจะผลักต้นทุนพลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น กระทบเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพในประเทศ รวมถึงต้นทุนภาคการผลิตและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก








