สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านครั้งรุนแรงสุดช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และจุดชนวนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเตรียมรับมือภาวะ “risk-off” ในตลาดการเงินเมื่อตลาดเปิดทำการหลังวันหยุด โดยคาดว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐและทองคำอาจได้อานิสงส์ ส่วนตลาดหุ้นมีแนวโน้มเผชิญแรงขายทำกำไรเพิ่มขึ้น
อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายประเทศในตะวันออกกลางที่มีฐานทัพสหรัฐฯ รวมถึงอิสราเอล ทำให้เกิดสัญญาณเตือนภัยและการอพยพหลบภัยทางอากาศในอิสราเอล ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน กาตาร์ บาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย โดยท่าอากาศยาน Dubai International Airport และ Zayed International Airport ในอาบูดาบีได้รับความเสียหายจากโดรนและมีผู้บาดเจ็บ
แรงสะเทือนต่อตลาดการเงินและน้ำมัน
ความตึงเครียดฉุดให้ผู้เล่นในตลาดหันหาที่หลบภัยล่วงหน้า แม้ตลาดหลักยังปิดทำการ แต่ราคาอนุพันธ์น้ำมันดิบแบบ perpetual swap บนแพลตฟอร์มคริปโต Hyperliquid พุ่งเกือบ 5% สู่ราว 71.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาอ้างอิงทองคำขยับขึ้นราว 1.2% ส่วน Bitcoin แกว่งผันผวน ร่วงทันทีหลังเริ่มโจมตีแต่ดีดกลับปิดวันสูงขึ้น 1.8% ก่อนอ่อนตัวเล็กน้อยในเช้าวันอาทิตย์ตามเวลานิวยอร์ก
ฝั่งตลาดน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนความเสี่ยง “oil supply shock” จากตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของ OPEC มีศักยภาพจะทำให้ช่องแคบ Strait of Hormuz ไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือเชิงพาณิชย์ หากสถานการณ์ยกระดับ อาจดันราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในปี 2025 มีน้ำมันดิบกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราวหนึ่งในสามของการส่งออกทางเรือทั่วโลกไหลผ่านช่องแคบนี้ และราวสามในสี่มุ่งหน้าไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
นักกลยุทธ์จำนวนหนึ่งมองว่าตลาดการเงินอาจเคยประเมินความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่ำเกินไป ทิศทางค่าเงินสะท้อนว่าตลาดเริ่มให้พรีเมียมกับสกุลเงินที่เชื่อมโยงสินค้าโภคภัณฑ์และประเทศผู้ได้ประโยชน์ด้านเงื่อนไขการค้า ขณะที่การโจมตีผู้นำในเตหะรานเพิ่ม “tail risk” ด้านการเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทำให้ตลาดเสี่ยงแกว่งตัวแรงระหว่างบรรยากาศโล่งใจหากภัยคุกคามด้านน้ำมันและนิวเคลียร์ลดลง กับโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อเนื่องหากความขัดแย้งยืดเยื้อและการหยุดชะงักของอุปทานลุกลาม
จุดกดดันเฉพาะหน้าคือพลังงาน หากราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อเนื่องยาวนาน จะส่งผ่านสู่คาดการณ์เงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเศรษฐกิจนำเข้าน้ำมันในเอเชียที่อาจเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้นพร้อมกันกับความผันผวนของค่าเงิน เมื่อการซื้อขายเปิดทำการ ทิศทางราคาน้ำมันและดอลลาร์สหรัฐเทียบกับสกุลเงินเอเชียจะเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดกำลัง “ตั้งราคา” ความเสี่ยงรอบนี้รุนแรงเพียงใด
กระทบการเดินทางโลกและความเสี่ยงต่อไทย
ด้านการเดินทาง การปิดน่านฟ้าเหนือพื้นที่กว้างในตะวันออกกลางทำให้สายการบินทั่วโลกร่วมยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 1,800 เที่ยวในวันเสาร์ และอีกกว่า 1,400 เที่ยวในวันอาทิตย์ ตามข้อมูลของ Cirium พร้อมทั้งมีเที่ยวบินจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางกลางอากาศ ส่งผลให้บางบริการถูกระงับยาวอย่างน้อยถึงสัปดาห์หน้า สายการบิน Qatar Airways ระงับเที่ยวบินชั่วคราวทั้งหมด ขณะที่ Emirates หยุดให้บริการที่ Dubai International Airport ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในโลก
สำหรับไทย ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกดดันต้นทุนพลังงาน นำไปสู่ภาระค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อเงินเฟ้อในประเทศ ขณะเดียวกัน การยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบิน รวมถึงการปิดน่านฟ้าบางส่วน อาจส่งผลต่อผู้โดยสารไทยที่ใช้สนามบินศูนย์กลางในตะวันออกกลางเดินทางต่อไปยุโรปและแอฟริกา ทำให้ต้องเผื่อเวลาการเดินทางและติดตามประกาศจากสายการบินใกล้ชิดขึ้น
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/03/01/iran-khamenei-trump-us-investors-markets.html








