ความรุนแรงในอิหร่านและตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น แม้จะสร้างความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญในตลาดการเงินโลก ขณะที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยงและดัชนีหุ้นสำคัญยังทรงตัวในระดับสูง จากแรงหนุนของปัจจัยระยะสั้นอื่น
สงครามตัวแทน-มาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐ
สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นหลังสหรัฐภายใต้รัฐบาล Trump ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับรัฐบาลต่างประเทศ โดยผู้เขียนชี้ว่า ความพยายาม “ตัดหัว” รัฐบาลใน Venezuela และ Iran ไม่ได้ทำให้โครงสร้างอำนาจภายในประเทศเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ประชากรที่ไร้อาวุธและยากจนจากการบริหารที่ล้มเหลวยังยากจะลุกขึ้นเปลี่ยนสถานะทางการเมือง
สำหรับ Iran ผู้เขียนมองว่า พฤติกรรมการใช้นโยบายสุดโต่ง การประกาศจุดยืนต่อต้าน Israel และความพยายามแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้านต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงในปัจจุบัน การโจมตีประเทศต่างๆ หลายแห่งภายในสัปดาห์เดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์โดยกลุ่มสายแข็ง
แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะสร้างความกังวลต่อด้านพลังงานและซัพพลายเชนโลก แต่ตลาดทุนกลับตอบสนองอย่างจำกัด ราคาหุ้นในหลายตลาดยังปรับตัวขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่นในระยะสั้น เช่น แนวโน้มดอกเบี้ย นโยบายการเงิน และผลประกอบการบริษัท มากกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ผู้เขียนระบุว่า การลอบสังหารผู้นำต่างชาติเป็นเหตุการณ์สำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะเกิดสงครามหลายสมรภูมิทั่วโลก มูลค่าของสินทรัพย์หลักในตลาดการเงินยังคงปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนรูปแบบใหม่ที่ตลาดเลือก “มองข้าม” ความตึงเครียดทางการเมือง หากยังไม่กระทบโดยตรงต่อกำไรบริษัทและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในมุมมองระยะยาว บทวิเคราะห์ชี้ว่า ทางออกที่ยั่งยืนของ Iran คือการลดความสุดโต่งทางการเมือง ลดบทบาททางทหาร และเปิดเสรีทางศาสนา การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากร การพัฒนาในทิศทางนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรหลายสิบล้านคน และอาจลดแรงปะทะระหว่างชาติมหาอำนาจ ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในภาพรวม








