อิหร่านเปิดเผยว่ากำลังหารือกับสหรัฐฯ เพื่อทำข้อตกลงด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการเจรจานิวเคลียร์ ครอบคลุมความร่วมมือในธุรกิจน้ำมันและก๊าซ การลงทุนเหมืองแร่ และการซื้อขายเครื่องบิน โดยมุ่งให้ทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน หากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนที่ความตึงเครียดทางทหารจะยกระดับรุนแรงขึ้น
ฉากหลังการถอนตัวจากดีลปี 2015 และกรอบเจรจาใหม่
การกลับมาเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดขึ้นหลายปีหลังจากสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล Donald Trump ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรเข้มงวดต่อเตหะราน ส่งผลให้เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญแรงกดดันหนัก โดยครั้งนี้เป็นการเจรจาแบบทวิภาคี มี Oman ทำหน้าที่คนกลาง แตกต่างจากกรอบพหุภาคีก่อนหน้านี้
Hamid Ghanbari เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุผ่านสื่อภายในประเทศว่า ประเด็นเจรจาครอบคลุมโครงการร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซ โดยเฉพาะแหล่งร่วมชายแดน การดึงเงินลงทุนจากสหรัฐฯ เข้าสู่ภาคเหมืองแร่ และความเป็นไปได้ในการจัดซื้อเครื่องบินจากผู้ผลิตสหรัฐฯ เพื่อให้สหรัฐฯ มี “ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจรวดเร็วและชัดเจน” ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความยั่งยืนของข้อตกลงใด ๆ
สัญญาณเชิงประนีประนอมของเตหะรานมีขึ้นท่ามกลางการเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเข้าไป และเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารระยะยาวหากการเจรจาล้มเหลว อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังย้ำให้ความสำคัญกับแนวทางการทูตก่อน ขณะเดียวกันอิหร่านยังคงขู่ตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางหากถูกโจมตี
เงื่อนไขนิวเคลียร์-คว่ำบาตร และแรงกดดันด้านน้ำมัน
ด้านเนื้อหานิวเคลียร์ เจ้าหน้าที่อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมยืดหยุ่นบางส่วน เช่น ความเป็นไปได้ในการลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะสูง เพื่อแลกกับการผ่อนคลายคว่ำบาตร แต่ยังยืนยันไม่ยอมรับเงื่อนไข “ไม่เสริมสมรรถนะเลย” บนแผ่นดินอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดขัดแย้งสำคัญกับจุดยืนของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่มองว่าการเสริมสมรรถนะภายในประเทศอาจเป็นช่องทางไปสู่การพัฒนานิวเคลียร์เชิงอาวุธ แม้อิหร่านปฏิเสธเป้าหมายดังกล่าว
การเจรจานี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยสหรัฐฯ และ Israel มีรายงานว่าหารือร่วมกันเพื่อลดการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักคิดเป็นมากกว่า 80% ของการส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากการจำกัดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะกระทบรายได้หลักของรัฐบาลอิหร่าน และเพิ่มแรงจูงใจให้เตหะรานต้องหาข้อยุติในการเจรจา
ผลต่อราคาน้ำมันโลก-ไทย และเวทีเจรจาที่ Geneva
สำหรับไทย ความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันโลกและต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบของไทย หากข้อตกลงเดินหน้าจนนำไปสู่การผ่อนคลายคว่ำบาตรและการส่งออกน้ำมันอิหร่านเพิ่มขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคา ขณะที่หากการเจรจาล้มเหลวและสถานการณ์ตึงเครียดทางทหารยืดเยื้อ มีโอกาสเห็นราคาพลังงานผันผวนรุนแรงและกระทบต้นทุนเศรษฐกิจไทยโดยตรง
ทั้งนี้ การพบปะระหว่างคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่มี Steve Witkoff และ Jared Kushner กับฝ่ายอิหร่าน มีกำหนดจัดขึ้นที่ Geneva โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araqchi เดินทางไปร่วมประชุมและหารือกับเจ้าหน้าที่ IAEA และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นอีกจุดทดสอบว่าทั้งสองฝ่ายสามารถวางกรอบการแลกเปลี่ยนการลดข้อจำกัดทางนิวเคลียร์กับการผ่อนคลายคว่ำบาตรและการเปิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/02/15/iran-energy-mining-aircraft-us-talks.html








