ญี่ปุ่นแสดงความกังวลเพิ่มขึ้นต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน หลังการปิดใช้งานช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ต้องพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่าน South China Sea มากขึ้นสำหรับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางใหม่ของห่วงโซ่พลังงานของประเทศ
ญี่ปุ่นทบทวนความเสี่ยงเส้นทางเดินเรือ
Takehiko Matsuo รองปลัดกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุในเวที CERAWeek by S&P Global ที่เมือง Houston ว่า การปิดใช้งานเกือบสมบูรณ์ของช่องแคบ Hormuz ทำให้ญี่ปุ่นต้องทบทวนความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของเส้นทางขนส่งทางเรือ โดยเฉพาะ South China Sea ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักในการรับน้ำมันดิบและ LNG จากตะวันออกกลางและแอฟริกา
ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากกว่าราว 90% ของการใช้ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง เส้นทางปกติจะผ่านช่องแคบ Hormuz ก่อนเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียและผ่าน South China Sea เข้าสู่แปซิฟิก การหยุดชะงักที่ Hormuz จึงไม่เพียงกระทบต้นทุนและระยะเวลาเดินเรือ แต่ยังทำให้เส้นทางผ่าน South China Sea กลายเป็นจุดเสี่ยงเพียงจุดเดียวที่ไม่มีทางเลือกเทียบเท่า
กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและนัยต่อไทย
ภาวะตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบ Hormuz ผนวกกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ใน South China Sea ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องพิจารณากลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่ผ่านจุดขัดแย้งสำคัญเพียงไม่กี่แห่ง
ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นมีนัยสำคัญต่อไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของเอเชียที่ใช้เส้นทางเดินเรือผ่านทั้ง Hormuz และ South China Sea เช่นกัน หากญี่ปุ่นเร่งซื้อสำรองน้ำมันหรือเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ อาจยิ่งดันราคาน้ำมันดิบในภูมิภาคและค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนพลังงานและการนำเข้าของไทยโดยตรง
นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงด้านซัพพลาย อาจส่งผลต่ออุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกของไทยในระยะถัดไป โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและเชื่อมโยงกับผู้ผลิตญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค








