ญี่ปุ่นเตรียมผลักดันความร่วมมือกับสหรัฐฯ พัฒนาแร่ rare earth ใต้ทะเลลึกนอกชายฝั่งญี่ปุ่น เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานจากการพึ่งพาจีน ซึ่งคาดว่าจะถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญในการประชุมสุดยอดผู้นำญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการทดลองเจาะตะกอนใต้ทะเล (test-drilling) รอบใหม่ ใกล้เกาะทางตะวันออกของประเทศ โดยใช้เรือเจาะทะเลลึก Chikyu สามารถเก็บตัวอย่างโคลนที่เชื่อว่ามีแร่ rare earth เข้มข้น ถือเป็นอีกก้าวสู่การผลิตแร่ยุทธศาสตร์ในประเทศเพื่อลดการนำเข้า
ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์และกรอบความร่วมมือ
ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มองว่าแร่ rare earth เป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรม high-tech ตั้งแต่ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานสะอาด ไปจนถึงระบบอาวุธสมัยใหม่ ทำให้การพึ่งพาซัปพลายจากจีนซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตและถลุงแร่เหล่านี้ส่วนใหญ่ของโลก กลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
การเจรจาความร่วมมือคาดว่าจะครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยเทคโนโลยีสำรวจและผลิตแร่ใต้ทะเลลึก การจัดตั้งห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำเหมืองใต้ทะเล ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อสังคมและอาจมีต้นทุนสูงในระยะเริ่มต้น
นัยต่อไทยและโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับไทย การที่ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เร่งสร้างแหล่งผลิตแร่ rare earth นอกจีน จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายให้กับผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมแปรรูปวัสดุและชิ้นส่วน high-tech เชื่อมโยงสัญญาซื้อขายระยะยาวกับผู้ผลิตจากญี่ปุ่นในอนาคต
หากโครงการพัฒนาแร่ใต้ทะเลของญี่ปุ่นเดินหน้าเป็นเชิงพาณิชย์ จะเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศผู้นำเข้าแร่รวมถึงไทยในการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ และลดความผันผวนด้านราคาแร่สำคัญในตลาดโลกที่เคยพุ่งสูงจากความตึงเครียดญี่ปุ่น-จีนในอดีต ซึ่งกระทบต้นทุนการผลิตสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากที่ผลิตในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งไทยด้วย








