ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงในวันอังคาร หลังจากวันก่อนหน้าพุ่งแรง จากความกังวลว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจรบกวนเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางและทำให้ซัพพลายโลกตึงตัวขึ้นอีก
ราคาน้ำมันผันผวนท่ามกลางความเสี่ยงตะวันออกกลาง
สัญญาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลงราว 1.26% มาที่ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ WTI ร่วง 2.12% มาที่ 104.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากวันจันทร์ Brent ปิดบวกถึง 6% และ WTI เพิ่มขึ้น 4% รับข่าวความตึงเครียดที่ทะเลทรายและช่องแคบยุทธศาสตร์ในภูมิภาค
บรรยากาศการซื้อขายยังถูกกดดันจากสัญญาณว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้ล้มเหลว หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่าน ขณะที่วอชิงตันระบุว่าสามารถจมเรืออิหร่านบางส่วนในช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก
แม้สต๊อกน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปทั่วโลกโดยรวมยังไม่อยู่ในระดับวิกฤต แต่ Goldman Sachs เตือนว่าความเร็วในการระบายสต๊อกและการกระจายตัวที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละภูมิภาคกำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันเป็นจุด ๆ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอย่าง naphtha, LPG และเชื้อเพลิงอากาศยาน jet fuel
Goldman Sachs ชี้สต๊อกโลกไม่วิกฤตแต่เริ่มตึงตัวเฉพาะจุด
สถาบันการเงินรายนี้ประเมินว่าสต๊อกน้ำมันทั่วโลกรวมทั้งบนบกและที่เก็บไว้ในเรืออยู่ราว 101 วันของอุปสงค์ และอาจลดลงเหลือ 98 วันภายในสิ้นเดือนพ.ค. แม้ยังสูงกว่าระดับที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน แต่ตัวเลขรวมดังกล่าวปกปิดปัญหาขาดแคลนเฉพาะพื้นที่และเฉพาะประเภทผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดการส่งออกกระทบต่อการไหลเวียนซัพพลาย
Goldman Sachs ชี้ว่าความเสี่ยงด้านซัพพลายน้ำมันสำเร็จรูปและสต๊อกน้ำมันดิบภายในประเทศกำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ รวมถึง South Africa, India, Thailand และ Taiwan ซึ่งอาจเผชิญภาวะตึงตัวของน้ำมันดีเซลและ jet fuel เด่นชัดกว่าภูมิภาคอื่น
สำหรับไทย ภาวะน้ำมันโลกตึงตัวและความเสี่ยงปิดกั้นช่องแคบ Hormuz อาจดันต้นทุนนำเข้าน้ำมันดีเซลและ jet fuel สูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนขนส่งและสายการบิน รวมถึงต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ หากราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งขึ้นอีกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/05/05/oil-prices-today-wti-brent-iran-war-trump-hormuz.html








