ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันพุธ หลัง JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าอิหร่านเพิกเฉยต่อ “red line” ของสหรัฐฯ ในการเจรจานิวเคลียร์ที่ Geneva และย้ำว่า Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสงวนสิทธิ์ใช้กำลังทหารหากการทูตล้มเหลว ส่งผลให้นักลงทุนเร่งเข้าซื้อเก็งกำไรความเสี่ยงอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก กลับเข้ามากดดันตลาดพลังงานทันที
สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ปรับขึ้น 2.86 ดอลลาร์ หรือ 4.59% ปิดที่ 65.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของโลก เพิ่มขึ้น 2.93 ดอลลาร์ หรือ 4.35% ปิดที่ 70.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากวันก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนตีความว่าท่าทีเชิงบวกจากฝั่งอิหร่านยังเปิดทางให้ข้อตกลงเกิดขึ้นได้
สัญญาณการทูตสวิงกลับสู่ความเสี่ยงขยายตัว
ก่อนหน้า Vance จะให้สัมภาษณ์ ผู้แทนสหรัฐฯ Steve Witkoff และ Jared Kushner เพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านที่ Geneva โดย Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านให้ภาพว่าการพูดคุยเป็นไปในเชิง “สร้างสรรค์” และมีความเห็นร่วมกันในหลักการกว้าง ๆ ทำให้ตลาดประเมินในตอนแรกว่าโอกาสประนีประนอมยังมีอยู่
อย่างไรก็ดี ความเห็นของ Vance ว่าอิหร่านยังไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ และการย้ำว่าทางการวอชิงตันพร้อมใช้กำลังทหารหากไม่สามารถหยุดโครงการนิวเคลียร์ผ่านการทูต ได้พลิกความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรวดเร็ว รายงานของ Axios อ้างแหล่งข่าวระบุว่า วาระแผนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านหากเกิดขึ้นจริง มีแนวโน้มใกล้เคียง “สงครามเต็มรูปแบบ” มากกว่าปฏิบัติการโจมตีแบบจำกัดวง
ความตึงเครียดในช่องแคบ Hormuz และผลต่อไทย
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นท่ามกลางการซ้อมรบของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านในช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นจุดคอขวดการค้าพลังงานสำคัญของโลก โดยข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาพลังงาน Kpler ระบุว่า ราวหนึ่งในสามของการส่งออกน้ำมันดิบทางเรือทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางแคบแห่งนี้ สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่ามีการปิดการจราจรทางทะเลบางส่วนเมื่อวันอังคาร แม้ Kpler จะยังไม่พบสัญญาณหยุดชะงักของการเดินเรือจริงในวันดังกล่าว
ฝั่งสหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทางเรือในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ประจำการอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว ขณะที่ USS Gerald Ford กำลังเดินทางตามไป Trump ระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเป็นการเตรียมพร้อม หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลง
สำหรับไทย การดีดตัวของราคาน้ำมันดิบรอบนี้เพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานนำเข้า ซึ่งอาจสะท้อนผ่านราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม หากสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านลุกลามจนกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz ต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อนำเข้าและดุลการค้าของไทยจะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/02/18/oil-prices-today-iran-trump-nuclear-talks.html








