ล่าสุดบริษัท SoftBank และ Fanuc เดินหน้าจับมือพันธมิตรกันทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งพัฒนาและผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หรือที่ถูกเรียกว่า “physical AI” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้เล่นจีนและสหรัฐในตลาดหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้เองมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าผู้ผลิตหุ่นยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่เริ่มยอมรับว่าไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูงได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง จึงเลือกใช้กลยุทธ์ร่วมลงทุน จับมือพาร์ทเนอร์ด้านซอฟต์แวร์ และเปิดให้ใช้ซอฟต์แวร์แบบ open source เพื่อดึงนักพัฒนาและระบบนิเวศเทคโนโลยีจากภายนอกเข้ามาเสริม
ญี่ปุ่นเร่งรับมือคู่แข่งจีน-สหรัฐ และโอกาสต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย
บริษัท Fanuc ซึ่งเป็นผู้จัดหาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น กำลังขยายความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี AI และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมหุ่นยนต์ เพื่อยกระดับความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อม การมองเห็นผ่านกล้อง และการเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่นมากขึ้นของหุ่นยนต์ในสายการผลิต โดยมุ่งให้หุ่นยนต์เรียนรู้จากข้อมูลหน้างานจริง แทนการตั้งโปรแกรมแบบเดิม
ในขณะที่อีกด้าน SoftBank ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการลงทุนเทคโนโลยีระดับโลก กำลังใช้เครือข่ายพอร์ตโฟลิโอและเงินทุนผลักดันความร่วมมือในห่วงโซ่หุ่นยนต์และ AI ทั้งในญี่ปุ่น จีน และสหรัฐ ตั้งแต่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ หุ่นยนต์ humanoid ไปจนถึงสตาร์ทอัพซอฟต์แวร์ควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับหุ่นยนต์
แนวโน้ม “physical AI” ทำให้หุ่นยนต์เปลี่ยนจากเครื่องจักรที่ทำซ้ำตามคำสั่ง ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่สามารถรับรู้ เรียนรู้ ปรับตัว และทำงานร่วมกับมนุษย์ได้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทั้งชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง เซ็นเซอร์ขั้นสูง และซอฟต์แวร์ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นผู้นำหุ่นยนต์อุตสาหกรรม กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเร่งพัฒนาของจีน โดยเฉพาะด้านสิทธิบัตรและการผลิตหุ่นยนต์รุ่นใหม่








