จากเอกสารล่าสุดที่ยื่นต่อ SEC บริษัทระบุว่า จำนวนร้านที่ดำเนินการเองในอเมริกาเหนือจะลดลงราว 1% ในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งคิดเป็นการปิดมากกว่า 100 สาขา จากปัจจุบันที่มีมากกว่า 11,400 แห่ง (ณ วันที่ 29 มิถุนายน) พร้อมเลิกจ้างพนักงานฝ่ายสนับสนุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับร้านค้าราว 900 ตำแหน่งในวันศุกร์นี้
โดยจากรายงาน Starbucks คาดว่ากว่า 90% ของค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างทั้งหมดจะมาจากธุรกิจในอเมริกาเหนือ รวมถึงค่าชดเชยพนักงานประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปิดร้านราว 850 ล้านดอลลาร์ โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะบันทึกในปีงบประมาณ 2025
บริษัทระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเน้นการลงทุน “ใกล้ชิดกับร้านกาแฟและลูกค้ามากขึ้น” เพื่อพลิกฟื้นยอดขายที่ตกต่ำติดต่อกัน 6 ไตรมาสจากการแข่งขันที่รุนแรงและผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย
นี่ถือเป็นรอบการปรับลดพนักงานครั้งที่สองในยุคของ Niccol หลังจากที่เลิกจ้างพนักงานองค์กรกว่า 1,100 คนเมื่อต้นปี ขณะสิ้นปี 2024 Starbucks มีพนักงานนอกสาขาราว 16,000 คน
ปิดสาขากว่า 100 แห่ง-เลิกจ้างพนักงาน 900 คน มุ่งลงทุนใหม่ใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น
โดย Niccol ได้กล่าวในจดหมายถึงพนักงานว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ “สร้าง Starbucks ที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ทั้งกับพนักงาน คู่ค้า และชุมชน” พร้อมย้ำว่าบริษัทกำลังลงทุนครั้งใหญ่ในโครงการ “Green Apron Service” มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มชั่วโมงแรงงานในร้านที่บริษัทเป็นเจ้าของ
ก่อนหน้านี้ Starbucks ประกาศชะลอการเปิดสาขาใหม่เพื่อหันมาปรับปรุงร้านเดิม เน้นบรรยากาศให้น่านั่งมากขึ้น กลับไปสู่แนวคิด “third place” ที่เป็นจุดพบปะนอกบ้านและที่ทำงาน
แม้ข่าวการปรับโครงสร้างออกมา แต่หุ้น Starbucks ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิดยังเคลื่อนไหวทรงตัว โดยตลอดปีนี้ราคาหุ้นลดลงกว่า 7%
นอกจากนี้ Niccol ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการ เช่น การบังคับพนักงานองค์กรกลับเข้าออฟฟิศสี่วันต่อสัปดาห์ และดึงผู้บริหารใหม่เข้ามาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น CFO Cathy Smith, Global Chief Brand Officer Tressie Lieberman และ COO Mike Grams ซึ่งเคยร่วมงานกับเขาที่ Chipotle และ Yum Brands








