บริษัทยาขนาดใหญ่ 9 แห่งจากสหรัฐและยุโรปลงนามข้อตกลงกับประธานาธิบดี Donald Trump เพื่อปรับลดราคาเวชภัณฑ์ในสหรัฐโดยสมัครใจ แลกกับการได้รับยกเว้นภาษีนำเข้ากลุ่มยาเฉพาะทางตามแผนของรัฐบาลเป็นเวลา 3 ปี ภายใต้เงื่อนไขให้บริษัทเพิ่มการลงทุนด้านการผลิตในสหรัฐ
กลุ่มบริษัทที่เซ็นข้อตกลงประกอบด้วย Merck, Bristol Myers Squibb, Amgen, Gilead, GSK, Sanofi, Genentech ของ Roche, Boehringer Ingelheim และ Novartis ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่รัฐบาลสหรัฐส่งจดหมายกดดันให้ปรับลดราคาเมื่อต้นปี ภายใต้นโยบาย “most favored nation” ที่มุ่งผูกระดับราคายาในสหรัฐกับประเทศที่มีราคาต่ำกว่า
รายละเอียดดีลลดราคายาและผลกระทบต่อไทย
สาระสำคัญของดีลคือบริษัทยาตกลงลดราคายาสำหรับผู้ป่วยในโครงการ Medicaid ให้สอดคล้องกับระดับ “most favored nation” ทั้งสำหรับยาเดิมและยาตัวใหม่ รวมถึงการเข้าร่วมขายยาราคาพิเศษผ่านช่องทางตรงสู่ผู้ป่วย เช่น เว็บไซต์ TrumpRx ที่เตรียมเปิดให้บริการในเดือนมกราคม รวมถึงแพลตฟอร์มแบบ direct-to-consumer อื่นๆ
หนึ่งในข้อตกลงที่มีนัยสำคัญคือ Bristol Myers Squibb จะให้ยาละลายลิ่มเลือด Eliquis ซึ่งเป็นยาขายดีอันดับหนึ่งของบริษัท แก่ผู้ป่วยในโครงการ Medicaid โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะที่ Merck, Sanofi, Amgen และ Gilead จะขยายหรือจัดตั้งโครงการขายยาตรงสู่ผู้ป่วยในราคาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ราว 60% ถึงเกือบ 70% สำหรับยารักษาโรคเรื้อรังสำคัญหลายชนิด
ข้อตกลงล่าสุดนี้ต่อยอดจากดีลก่อนหน้าที่รัฐบาล Trump ทำกับ Eli Lilly, Novo Nordisk, Pfizer, AstraZeneca และ EMD Serono ในลักษณะคล้ายกัน คือให้ส่วนลดแก่ผู้ป่วยแลกกับการยกเว้นภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านกำกับดูแล เช่น การเร่งกระบวนการอนุมัติยาใหม่ ทั้งนี้ยังมี Johnson & Johnson, AbbVie และ Regeneron ที่ยังไม่ร่วมลงนามในแพ็กเกจลดราคาล่าสุด
การขยับลดราคายาในสหรัฐมีผลต่อโครงสร้างรายได้ของบริษัทยาข้ามชาติ เนื่องจากตลาดสหรัฐเป็นแหล่งรายได้หลักของผู้ผลิตยารายใหญ่ทั่วโลก ขณะเดียวกันนโยบาย “most favored nation” ยังมีเป้าหมายผลักดันให้ราคายานอกสหรัฐปรับสูงขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างราคายาในสหรัฐกับต่างประเทศ โดยข้อมูลของ Rand ระบุว่าราคาใบสั่งยาของสหรัฐเฉลี่ยยังสูงกว่าตลาดต่างประเทศเกือบ 3 เท่า โดยเฉพาะยาต้นแบบที่สูงกว่ากว่า 4 เท่า
สำหรับไทย การกดราคายาในสหรัฐและความพยายามดันราคานอกสหรัฐให้สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่ใช้ยานำเข้าจากบริษัทยาข้ามชาติ รวมถึงไทยที่พึ่งพายาต้นแบบจากสหรัฐและยุโรปในหลายกลุ่มโรคสำคัญ ทำให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขและโรงพยาบาลไทยอาจเผชิญต้นทุนยานำเข้าที่สูงขึ้นในอนาคต หรือจำเป็นต้องเร่งเจรจาต่อรองราคาและสนับสนุนการใช้ยาชื่อสามัญมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณด้านสุขภาพ
ที่มา: https://www.cnbc.com/2025/12/19/nine-pharma-companies-ink-deals-with-trump-to-lower-drug-prices.html








