ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับพันธมิตรยุโรปทวีความรุนแรงขึ้นในปีแรกของรัฐบาล Donald Trump สมัยที่สอง หลังจากเดินหน้าแคมเปญเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ Greenland ดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก เข้าสู่ขอบเขตอิทธิพลของสหรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสั่นคลอนระเบียบโลกที่ชาติตะวันตกเคยเป็นแกนนำ และเปิดช่องให้รัสเซียและจีนขยายบทบาทในเอเชียมากขึ้น
ความขัดแย้งข้ามแอตแลนติกปะทุขึ้นพร้อมกับการที่ทำเนียบขาวใช้นโยบายการค้าก้าวร้าวต่อยุโรป รวมถึงการขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปโดยอ้างประเด็น Greenland ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่สหรัฐและยุโรปใช้ยึดโยงพันธมิตรมายาวนาน นโยบายที่ถูกมองว่าเป็นการ “weaponization” เครื่องมือทางเศรษฐกิจ ยังทำให้พันธมิตรตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือเชิงยุทธศาสตร์ของวอชิงตันมากยิ่งขึ้น
ช่องว่างตะวันตกเปิดทางแข่งอิทธิพลหลายขั้วในเอเชีย
ช่องว่างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์สหรัฐ-ยุโรป ทำให้รัสเซียและจีนมีพื้นที่มากขึ้นในการเสริมสร้างอิทธิพลในเอเชีย ทั้งผ่านการทูต ความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือทางทหาร โดยอาศัยภาพความไม่แน่นอนในพันธมิตรตะวันตก เพื่อผลักดัน “ทางเลือกใหม่” ให้กับประเทศในเอเชียที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐเพียงฝ่ายเดียว
ในเวลาเดียวกัน ตลาดเงินกำลังสะท้อนความวิตกด้านภูมิรัฐศาสตร์ผ่านการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน จากทั้งปัจจัยด้านเสถียรภาพการคลังของยุโรปและความกังวลเกี่ยวกับ Greenland ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงจากความปั่นป่วนในระเบียบโลกเดิมอย่างจริงจัง
การขยายตัวของรัสเซียในอาร์กติกซึ่งเชื่อมโยงกับ North Korea และจีน ประกอบกับความเคลื่อนไหวของจีนในเอเชียผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือด้านความมั่นคง กำลังเร่งให้ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะการแข่งขันอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจรูปแบบใหม่ หลายประเทศในเอเชียจึงหันไปใช้ยุทธศาสตร์ “hedging” คือการรักษาระยะห่างที่ยืดหยุ่นระหว่างสหรัฐ จีน และรัสเซีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกมัดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศมองว่า หากความแตกแยกระหว่างสหรัฐกับยุโรปยืดเยื้อ ระเบียบโลกที่ชาติตะวันตกเป็นแกนนำอาจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างอำนาจหลายขั้วที่คลุมเครือมากขึ้น ส่งผลให้กติกาโลกด้านการค้า ความมั่นคง และพลังงานถูกท้าทาย และเปิดทางให้มหาอำนาจคู่แข่งเข้ามากำหนดมาตรฐาน พร้อมสถาปนากลไกความร่วมมือรูปแบบใหม่ในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก
ที่มา: https://asia.nikkei.com/spotlight/comment/is-this-the-end-of-the-western-led-world-order








