ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่าง Taiwan และสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump กำลังกดดันโครงสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม semiconductor ซึ่งเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งเกาะและของห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน เสถียรภาพของนโยบายสหรัฐฯ ต่อ Taiwan ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภาษีและการค้า
นโยบาย Trump และแรงสั่นสะเทือนต่อพันธมิตร
คอลัมน์ความเห็นใน South China Morning Post ชี้ว่า Trump ดำเนินนโยบายต่างประเทศและการค้าด้วยลักษณะเฉพาะตัว เน้นอำเภอใจและกรอบความคิดเชิงอุดมการณ์กว้างๆ มากกว่านโยบายที่มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ ส่งผลให้พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ หลายรายต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงนโยบายโดยไม่คาดคิด ซึ่ง Taiwan ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างชัดเจน
ผู้เขียนมองว่ารัฐบาลของผู้นำ Taiwan William Lai Ching-te และพรรค Democratic Progressive Party ยังคงวางยุทธศาสตร์บนฐานการผูกสัมพันธ์กับ Washington อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับท่าทีแข็งกร้าวต่อ Beijing แม้แนวทางนี้อาจเปิดช่องให้สหรัฐฯ ดึงดูดฐานการผลิตหรือเทคโนโลยีบางส่วนจากอุตสาหกรรม semiconductor ของ Taiwan ไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น ลดทอนบทบาท “silicon shield” ที่ Taiwan เคยใช้เป็นกันชนทางยุทธศาสตร์
แม้ Taipei เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยยอมปรับเงื่อนไขเพื่อรับมือกับข้อเรียกร้องจากฝั่ง Washington แต่ Trump ยังคงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า Taiwan เอาเปรียบอุตสาหกรรม semiconductor ของสหรัฐฯ สะท้อนความไม่แน่นอนของข้อตกลงและประโยชน์ที่ Taiwan จะได้รับในระยะยาว
ความไม่แน่นอนด้านภาษี การค้า และนิติรัฐสหรัฐฯ
สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีของ Trump ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ประธานาธิบดีกลับประกาศแนวคิดจะใช้กฎหมายอีกฉบับเพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าระดับ 15% แทน ส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านมาตรการกีดกันทางการค้าอาจยังไม่ยุติ แม้จะมีการตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการแล้วก็ตาม
บทความยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมทางการเมืองของ Trump ที่พร้อมโจมตีสาธารณะต่อบุคคลหรือสถาบันที่ไม่สอดคล้องกับแนวทางของตน ตั้งแต่นักข่าวไปจนถึงผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงในประเด็นคำตัดสินเกี่ยวกับภาษี การขาดกลไกถ่วงดุลในเชิงการเมืองและการทูตเช่นนี้ยิ่งทำให้ความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ภายใต้ Trump มีความเสี่ยงสูงสำหรับคู่ค้าและพันธมิตร รวมถึง Taiwan ที่อาศัยทั้งการคุ้มครองด้านความมั่นคงและการเข้าถึงตลาดเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เป็นหลัก
ทางเลือกยุทธศาสตร์ใหม่ของ Taipei
ในมุมมองของผู้เขียน การปรับยุทธศาสตร์ของ Taipei เพื่อลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ เพียงขั้วเดียว และหาทางสร้างสมดุลเชิงอำนาจกับประเทศคู่ค้าอื่น จึงถูกมองว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม semiconductor ของ Taiwan และต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของโลกโดยรวมในระยะยาว








