UBS ปรับลดมุมมองต่อหุ้นสหรัฐฯ ลงมาอยู่ในระดับ “benchmark” สำหรับพอร์ตหุ้นโลกแบบลงทุนเต็มจำนวน มองปัจจัยที่หนุนให้ตลาดสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนเหนือภูมิภาคอื่นหลายปีเริ่มอ่อนแรง ขณะความเสี่ยงจากทิศทางค่าเงินดอลลาร์และความผันผวนเชิงนโยบายในสหรัฐฯ กลายเป็นจุดกังวลสำคัญ
ดอลลาร์อ่อน หนุนเงินไหลออกจากสหรัฐฯ
Andrew Garthwaite หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นโลกของ UBS ระบุว่า ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านลบของดอลลาร์เป็นประเด็นหลัก โดย UBS คาดว่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.22 ดอลลาร์ภายในสิ้นไตรมาสแรก และชี้ว่าตามสถิติแล้ว เมื่อดัชนีค่าเงินดอลลาร์ถ่วงน้ำหนักการค้าอ่อนค่า 10% หุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกในมุมมองแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงราว 4%
ท่ามกลางดอลลาร์อ่อนค่าและมูลค่าหุ้นต่างประเทศที่ถูกกว่า เงินทุนเริ่มไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ ไปยังภูมิภาคอื่น โดยปีนี้ดัชนี MSCI World ex-US ปรับขึ้นราว 8% ขณะที่ S&P 500 ทรงตัว ด้านดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นทำผลตอบแทนแล้ว 17% ตั้งแต่ต้นปี และ Stoxx Europe 600 ปรับขึ้น 7% สะท้อนการหมุนเปลี่ยนการลงทุนออกจากหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
แรงหนุนดั้งเดิมอ่อนตัว-มูลค่าหุ้นสหรัฐฯ แพงกว่าตลาดโลก
UBS ยังชี้ว่าปัจจัยหนุนสำคัญของหุ้นสหรัฐฯ อย่างการทำ share buyback ของบริษัทจดทะเบียนกำลังหมดความโดดเด่น โดย buyback yield ของหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้อยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยโลกแล้ว ทำให้แรงหนุนต่อกำไรต่อหุ้นและกระแสเงินทุนลดลง ทั้งนี้ UBS ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นรวมจากเงินปันผลและ buyback ในสหรัฐฯ อยู่เพียงราวครึ่งหนึ่งของยุโรป
ด้านมูลค่าหุ้น UBS คำนวณว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ปรับตามโครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมของหุ้นสหรัฐฯ อยู่สูงกว่าหุ้นต่างประเทศถึง 35% เทียบกับค่าเฉลี่ยส่วนเพิ่มเพียง 4% ตั้งแต่ปี 2010 และประมาณ 60% ของกลุ่มอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ซื้อขายที่ระดับราคาสูงกว่าทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศและกรอบพรีเมียมในอดีตของตนเอง
ความเสี่ยงเชิงนโยบายยุค Trump และมุมมองต่อไป
ปัจจัยเสี่ยงเชิงนโยบายในยุคประธานาธิบดี Donald Trump ก็เป็นอีกแรงกดดัน โดยปีนี้มีทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้า ข้อเสนอจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิต แนวคิดควบคุมการลงทุนของ private equity ในภาคที่อยู่อาศัย การกลับมาตรวจสอบราคายา และข้อเสนอจำกัดเงินปันผลและ buyback ของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งล้วนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการประเมินมูลค่าหุ้น
อย่างไรก็ดี UBS ยังไม่ปรับมุมมองเป็นลบเต็มตัว โดยเห็นว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักได้ประโยชน์มากกว่าประเทศอื่นในระยะต้นของภาวะฟองสบู่ ขณะเดียวกันคาดว่าการยอมรับและการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐฯ จะเดินหน้ารวดเร็วกว่าภูมิภาคหลักส่วนใหญ่ ยกเว้นอาจเป็นรองเพียงจีน ซึ่งจะช่วยประคองการเติบโตของกำไรในหลายอุตสาหกรรม โดย UBS ตั้งเป้าดัชนี S&P 500 สิ้นปีที่ระดับ 7,500 จุด ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยเป้าหมายของนักกลยุทธ์รายอื่น
สำหรับนักลงทุนไทย มุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อหุ้นสหรัฐฯ ของ UBS อาจเร่งให้เกิดการปรับน้ำหนักการลงทุนจากหุ้นสหรัฐฯ ไปยังตลาดยุโรปและเอเชีย ซึ่งรวมถึงเอเชียเกิดใหม่ที่ไทยเป็นส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันความเสี่ยงดอลลาร์อ่อนค่าตามมุมมองของ UBS ยังอาจกระทบทั้งผลตอบแทนของนักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์ดอลลาร์ และรายได้จากการส่งออกที่อ้างอิงสกุลดังกล่าว โดยเฉพาะหากเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าคู่เงินหลักในระยะถัดไป








