สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเร่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและฟื้นกำลังการผลิตอาวุธ ขยายบทบาท “military industry” ให้เป็นทั้งเครื่องมือด้านความมั่นคงและเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในภาคกลาโหมและเทคโนโลยีสำคัญ
กลาโหมยุคใหม่: จากความมั่นคงสู่ฟันเฟืองเศรษฐกิจ
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมในประเทศพัฒนาแล้วที่ซบเซามายาวนาน รัฐบาลจึงมองการลงทุนด้านกลาโหมเป็นช่องทางกระตุ้นอุปสงค์ ให้โรงงานและฐานการผลิตกลับมาคึกคัก พร้อมเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ คล้ายช่วงสงครามเย็นที่เคยผลักดันให้เกิดระบบนำทางผ่านดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต
นักวิเคราะห์ระบุว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยุคใหม่มีลักษณะ “dual-use” ใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน ทำให้รัฐสามารถใช้โครงการด้านกลาโหมเป็นกลไกขับเคลื่อนฐานอุตสาหกรรมวงกว้าง ตั้งแต่เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงซอฟต์แวร์และระบบอวกาศ ช่วยเพิ่มการจ้างงานและการลงทุนวิจัยพัฒนาภายในประเทศ
ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ EU และญี่ปุ่นต่างเร่งสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน ปรับฐานการจัดซื้อและการผลิตยุทโธปกรณ์ให้ย้ายกลับหรือกระจายตัวออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และลดโอกาสการถูกจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีสำคัญในอนาคต
แม้แต่ละรัฐบาลจะสื่อสารเหตุผลแตกต่างกัน บางประเทศเน้นภัยคุกคามด้านความมั่นคง ขณะที่บางประเทศชูประเด็นการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม แต่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการเพิ่มงบกลาโหมของกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วรอบนี้มีแรงจูงใจหลายมิติผสมผสาน ทั้งด้านความปลอดภัยทางทหาร การแข่งขันเทคโนโลยี และยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจีนในระยะยาว








