ผู้นำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนภาษีนำเข้าเพิ่มสูง โดยข้อมูลของ U.S. Customs บ่งชี้ว่า “customs bond insufficiencies” หรือภาวะที่วงเงินประกันศุลกากรไม่พอรองรับภาษีและค่าธรรมเนียม นับปีงบประมาณ 2025 พุ่งทำสถิติใหม่ราว 3.6 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นจำนวนเคส 27,479 ราย เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2019 หลังนโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี Donald Trump รอบใหม่มีผลบังคับใช้
ภายใต้นโยบายดังกล่าว ผู้นำเข้าที่ต้องซื้อ customs bond จากบริษัทประกันภัยเฉพาะทางเพื่อค้ำประกันการชำระอากร หากถูก U.S. Customs ระบุว่า bond มีวงเงินไม่เพียงพอ สินค้าจะไม่ถูกปล่อยออกจากท่าเรือหรือด่านศุลกากรจนกว่าจะออก bond ใหม่หรือเพิ่มวงเงิน ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาขั้นต่ำราว 10 วัน ส่งผลให้สินค้าค้างที่ท่าและสร้างต้นทุนแฝงด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน
รายได้ภาษีนำเข้าสหรัฐพุ่ง-ภาระ bond หนักขึ้น
ขณะที่ผู้นำเข้าต้องเผชิญต้นทุนดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐกลับมีรายได้ภาษีนำเข้าทำสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยยอดจัดเก็บภาษีศุลกากรเดือนมกราคมอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ และรวมตั้งแต่ต้นปีแตะ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 304% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2025 สะท้อนน้ำหนักของภาษีที่สูงขึ้นกดทับต้นทุนโดยตรงของธุรกิจผู้นำเข้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระบุว่าภายใต้โครงสร้างใหม่ อัตราภาษีสินค้านำเข้าบางประเภทขยับจากระดับ 10%-25% ไปสูงกว่านั้น ทำให้ข้อกำหนดวงเงิน customs bond กระโดดจากขั้นต่ำตามกฎระเบียบ 50,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงระดับสูงสุดราว 450 ล้านดอลลาร์ในบางกรณี เบี้ยประกันที่ผู้นำเข้าจ่ายให้บริษัท surety มักคิดราว 1% ของวงเงิน bond ซึ่งถูกกำหนดให้ครอบคลุม 10% ของภาษีและค่าธรรมเนียมที่จ่ายจริงในรอบ 12 เดือน หากภาษีเพิ่ม วงเงิน bond และเบี้ยประกันก็ขยับขึ้นทันที โดยบริษัทประกันหลายแห่งรายงานการปรับเพิ่มวงเงิน bond สูงสุดกว่า 200% และในบางกรณีเฉพาะรายสูงกว่า 500%
นอกจาก bond แล้ว ผู้นำเข้ายังต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมกับบริษัทประกันภัยซึ่งถูกถือครองไว้นาน 314 วัน ตามระยะเวลาที่ U.S. Customs ใช้ตรวจทานการชำระอากร หลักประกันและเงินสดที่ถูกล็อกไว้นี้ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันด้านกระแสเงินสดของผู้นำเข้า และสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับ customs broker ที่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านเอกสารและการคำนวณวงเงินให้ลูกค้า
ความเสี่ยงจากคำตัดสินศาลสูงสหรัฐและผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย
อีกด้านหนึ่ง ตลาดกำลังจับตาคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐเกี่ยวกับการเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งใช้รองรับมาตรการภาษีของ Trump โดยวันที่ 20 กุมภาพันธ์เป็นเส้นตายถัดไปที่อาจมีคำวินิจฉัย หากศาลตัดสินให้คืนภาษี ผู้นำเข้าจะมีสิทธิขอคืนทั้งอากรและเงินเกี่ยวเนื่องกับ customs bond และหลักประกันที่วางไว้ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้จะมีคำสั่งคืนเงินจริง กระบวนการเบิกคืนจากบริษัทประกันจะใช้เวลานาน เพราะต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบเอกสารและการตรวจนับย้อนหลังอย่างละเอียด
สำหรับธุรกิจไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกโดยตรงหรือผู้ที่ซื้อขายแบบ FOB ให้ผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐเป็นผู้รับผิดชอบภาษี ความตึงตัวของระบบ customs bond และภาระสภาพคล่องของคู่ค้าสหรัฐอาจส่งผลต่อกำหนดการรับ-จ่ายเงิน การเลื่อนตารางส่งมอบ และความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อใหม่จะถูกชะลอหรือปรับราคา ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภาษีนำเข้าและเงื่อนไขทางการเงินของคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อราคาขาย ต้นทุนการเงิน และการบริหารสต๊อกสินค้าในปีนี้.
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/02/12/trump-tariffs-us-customs-record-bond-funding-issues-flagged.html








