สถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยกระดับตึงเครียด หลังสหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะ Kharg ของอิหร่าน ขณะที่เตหะรานขู่ตอบโต้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งแรงหนุนให้สัญญาน้ำมัน Brent ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลติดต่อกันเป็นวันที่สอง และราคาพุ่งขึ้นกว่า 40% ตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้น
การตอบโต้ของอิหร่านและท่าทีสหรัฐ
Mizan สำนักข่าวฝ่ายตุลาการของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านประกาศให้ท่าเรือหลักสามแห่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ Jebel Ali, Khalifa และ Fujairah เป็น “เป้าหมายชอบธรรม” โดยอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่าเป็นที่ตั้งกำลังของสหรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนในและรอบท่าเรืออพยพเนื่องจากอาจถูกโจมตี “ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า”
ด้านสหรัฐ ประธานาธิบดี Donald Trump เปิดเผยว่าได้สั่งการให้ U.S. Central Command ดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารบนเกาะ Kharg เป็นครั้งแรก พร้อมยืนยันว่าทำลายเป้าหมายทางทหารกว่า 90 แห่ง แต่ยังเว้นโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนเกาะเอาไว้ โดยเตือนว่าจะทบทวนจุดยืนทันทีหากอิหร่านหรือฝ่ายอื่นเข้าไปแทรกแซงการเดินเรือเสรีผ่านช่องแคบ Hormuz
Trump ยังเรียกร้องให้ประเทศที่พึ่งพาช่องแคบ Hormuz ในการขนส่งพลังงาน อาทิ China, France, Japan, South Korea และ UK ส่งเรือรบเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และระบุว่าสหรัฐจะร่วมประสานงานกับประเทศเหล่านี้เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยทางทะเลดำเนินไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น
ความสำคัญของเกาะ Kharg และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ช่องแคบ Hormuz ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก ขณะที่เกาะ Kharg ซึ่งอยู่ห่างชายฝั่งอิหร่านราว 15 ไมล์ ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ เป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน คิดเป็นราว 90% ของการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศ และมีศักยภาพการส่งออกประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน นักวิเคราะห์เตือนว่าการโจมตีหรือพยายามยึดเกาะดังกล่าวจะเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในระดับสูงมาก และอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างยืดเยื้อ
ทำเนียบขาวเคยหารือภายในถึงความเป็นไปได้ในการยึดเกาะ Kharg แต่ฝ่ายความมั่นคงและนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะต้องใช้กำลังภาคพื้นดินและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ สวนทางกับท่าทีของสหรัฐที่ไม่ต้องการติดหล่มสงครามภาคพื้นในอิหร่าน แม้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ Pete Hegseth ยังไม่ปิดประตูทางเลือกการใช้กำลังภาคพื้นดินก็ตาม
ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย
แรงตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นรอบช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันสำคัญของตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง การที่น้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มผันผวนสูงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะกดดันต้นทุนนำเข้าน้ำมันของไทย กระทบราคาพลังงานในประเทศ เงินเฟ้อ และต้นทุนภาคอุตสาหกรรมและขนส่งในระยะถัดไป หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายเร็ว ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยอาจต้องเร่งพิจารณากลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนอย่างใกล้ชิด








