นักลงทุนสหรัฐยังคงนำเงินสดไหลเข้าสู่ money market fund ในระดับสูง แม้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาลง โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอาจเลือกลงทุนใน prime money market fund เพื่อรับผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนที่เน้นตราสารรัฐบาล
เงินไหลเข้า MMF ทะลุ 7.7 ล้านล้านดอลลาร์ท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง
ข้อมูลจาก Investment Company Institute ระบุว่า สินทรัพย์ใน money market fund รวมแตะ 7.79 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุด 18 ก.พ. ขณะที่ Federal Reserve ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ในกรอบ 3.5%-3.75% ทำให้ผลตอบแทนของ money market fund โดยรวมลดลงจากช่วงที่ให้ดอกเบี้ยเกิน 5% อย่างไรก็ดี กองทุนจำนวนมากยังให้ผลตอบแทนมากกว่า 3%
ส่วนใหญ่ของเม็ดเงินยังคงอยู่ใน government money market fund ซึ่งลงทุนในเงินสด, U.S. Treasurys และตราสารที่มีการค้ำประกันโดยรัฐบาลสหรัฐ แต่ผู้ลงทุนที่ต้องการดอกผลเพิ่มขึ้นเริ่มหันมาพิจารณา prime money market fund ซึ่งสามารถจ่ายผลตอบแทนเหนือระดับเฉลี่ยของตลาดได้ แม้อยู่ในภาวะดอกเบี้ยขาลง
Prime MMF: เสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แลกผลตอบแทนเหนือค่าเฉลี่ย
prime money market fund มีความเสี่ยงสูงกว่าเล็กน้อย เนื่องจากลงทุนในตราสาร commercial paper ภาคเอกชน ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยทั่วไปมีอายุตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงสูงสุด 270 วัน ตามข้อมูล Federal Reserve ก่อนวิกฤตการเงินปี 2008 กองทุนประเภท prime เคยเป็นหมวดหลักของตลาด money market fund
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Reserve Primary Fund เคยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ หลังถือครอง commercial paper ของ Lehman Brothers ส่งผลให้นักลงทุนแห่ไถ่ถอนจนต้องใช้กลไกจำกัดการไถ่ถอน เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การออกกฎเกณฑ์ใหม่ของ Securities and Exchange Commission ที่เพิ่มข้อกำหนดด้านสภาพคล่องขั้นต่ำ และบังคับให้กองทุนถือครองสินทรัพย์คุณภาพสูงระยะสั้นในสัดส่วนที่สูงขึ้น
กฎใหม่ลดความเสี่ยง แต่ต้องไม่ไล่ตามยิลด์เกินเหตุ
การปรับกฎทำให้ prime money market fund ยุคปัจจุบันมีโครงสร้างความเสี่ยงต่ำลงกว่าสมัยก่อน แต่ผลตอบแทนก็ไม่ได้สูงสุดโต่งเหมือนในอดีต ตัวอย่างเช่น Crane 100 Money Fund Index มี 7-day current yield แบบ annualized ที่ 3.5% ขณะที่ Invesco Premier Portfolio (IPPXX) ให้ผลตอบแทน 3.75%, UBS Prime Reserves Fund (UPRXX) ที่ 3.65% และ State Street Prime Money Market ETF (MMK) ที่ 3.62% ณ ช่วงสิ้นมกราคม
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านักลงทุนยังจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของกองทุนแต่ละกอง ทั้งองค์ประกอบพอร์ตลงทุน คุณภาพเครดิต และระดับสภาพคล่อง รวมถึงใช้ระดับผลตอบแทนเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง โดยในสภาวะที่อัตรา fed funds อยู่ที่ 3.5%-3.75% หาก money market fund ใดให้ยิลด์ใกล้ 4% หรือสูงกว่านั้น อาจสะท้อนว่ากำลังรับความเสี่ยงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ
การบริหารเงินสดส่วนเกินในระยะนี้จึงอยู่บนสมมติฐานหลักว่าผู้ลงทุนควร “รับเท่าที่ตลาดให้” คือมองหาผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างเหมาะสมผ่านกองทุนที่มีความเสี่ยงเพิ่มเล็กน้อย เช่น prime money market fund แต่ไม่ไล่ตามยิลด์ในระดับที่เกินสมเหตุสมผลกับกรอบดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของสหรัฐ








