กระแสเงินลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐกำลังไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม AI และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ data center อย่างหนาแน่น จนกดดันหุ้นกลุ่มอื่น ทั้งกลุ่มสุขภาพ การป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมดั้งเดิม สะท้อนภาวะกระจุกตัวของสภาพคล่องที่อาจกระทบเสถียรภาพตลาดและการประเมินมูลค่าหุ้นในวงกว้าง
เงินใหม่ไหลเข้าหุ้น AI–Data Center กดดันหุ้นดั้งเดิม
บทวิเคราะห์ของ Jim Cramer จาก CNBC ระบุว่า เม็ดเงินใหม่ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นยังมีไม่มาก และส่วนใหญ่ถูกดูดซับไปอยู่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน data center buildout ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ผู้ผลิตชิปอย่าง Intel, Arm, AMD ไปจนถึงผู้ผลิตอุปกรณ์อย่าง Corning, Lam Research และบริษัทที่มีรายได้จากโครงสร้างพื้นฐาน data center ขณะที่บริษัทซึ่งได้อานิสงส์ทางอ้อม เช่น warehouse REITs หรือหุ้นเครื่องจักรอุตสาหกรรม ก็ยังทรงตัวได้ หากมีคำสั่งซื้อจาก data center หนุน
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ เช่น RTX, GE Aerospace และ Honeywell ปรับตัวอ่อนแรง แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่กลุ่มสุขภาพและ pharma ถูกขายหนักเป็นพิเศษ โดยหุ้นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ห้องแล็บอย่าง Thermo Fisher และ Danaher ถูกกดดันต่อเนื่อง แม้รายงานผลประกอบการออกมาดี ด้าน Abbott Labs และ Cardinal Health ก็เผชิญแรงขายและการปรับฐานลึก สะท้อนว่านักลงทุนลดน้ำหนักกลุ่มสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
หุ้นขนาดใหญ่ด้านสุขภาพอย่าง Johnson & Johnson ถูกยกเป็นตัวอย่างของกรณีที่ปัจจัยพื้นฐานแทบไม่สะท้อนในราคา หุ้นอ่อนตัวลงราว 5% หลังรายงานผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง และการประเมินมูลค่าที่ระดับประมาณ 19 เท่า ไม่ได้รับการแยกแยะจากหุ้นที่ซื้อขายที่ 16 เท่าในสายตาตลาด สะท้อนว่าทิศทางการไหลของเงินในตลาดปัจจุบันมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยพื้นฐานในการกำหนดราคา
Nvidia ยังเป็น “หุ้นบังคับถือ” ท่ามกลางความเสี่ยงฟองสบู่
ในฝั่ง AI ผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ยังคงถูกมองว่าเป็น “หุ้นบังคับถือ” ในธีม Fourth Industrial Revolution แม้จะเพิ่งผ่านช่วงแรงขายขนาดใหญ่จากนักลงทุนสถาบัน โดย Cramer ประเมินว่ากำไรจากการขายหุ้น Nvidia ส่วนหนึ่งยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในกลุ่ม data center เช่น กลุ่ม distribution, connectivity และหุ้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอย่าง GE Vernova มากกว่าจะไหลไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ทำให้เงินลงทุนในตลาดถูก “กัก” อยู่ในกลุ่มแคบๆ
ความกังวลอีกประการคือความเป็นไปได้ของการระดมทุนขนาดใหญ่ผ่าน IPO จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic โดยเฉพาะ SpaceX ที่คาดว่าจะดึงสภาพคล่องออกจากหุ้นในดัชนี S&P 500 และกดดันหุ้น AI ขนาดใหญ่ รวมถึง Nvidia ทั้งจากแรงขายตรงและเม็ดเงินที่ย้ายไปจองซื้อหุ้นใหม่ ขณะที่การประเมินมูลค่าที่อาจสูงเกินจริงของดีลเหล่านี้ ถูกมองว่าอาจสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการ IPO
Cramer เปรียบเทียบภาวะการลงทุนในหุ้น AI ปัจจุบันกับช่วงฟองสบู่ dot-com ระหว่างมกราคม 1999 ถึงเมษายน 2000 เมื่อเม็ดเงินไหลเข้าหุ้น internet จนหุ้นคุณภาพในกลุ่มอื่นอย่างสุขภาพถูกลดมูลค่าอย่างหนัก ก่อนที่ตลาดจะกลับทิศเพราะมี IPO หุ้นเทคโนโลยีไร้พื้นฐานออกมาล้นตลาด ทำให้ภาวะอุปทานล้นฆ่าตลาดกระทิงรอบนั้น ในมุมมองของเขา ตลาดยังอาจรับความกระจุกตัวได้ หากไม่มี IPO ขนาดใหญ่จำนวนมากเข้ามาพร้อมกันเกินไป
อย่างไรก็ดี การรายงานผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสัปดาห์นี้ ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และต่อเนื่องด้วย Apple ถูกมองว่าเป็นจุดชี้ขาดระยะสั้น หากผลลัพธ์อย่างน้อยบางส่วนยังตอบสนองความคาดหวังของตลาด กระแสลงทุนในธีม Fourth Industrial Revolution และหุ้นกลุ่ม AI มีแนวโน้มจะยังเป็นแกนหลักของตลาดหุ้นสหรัฐต่อไป แม้กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นจะยังเผชิญแรงกดดันจากการแย่งชิงสภาพคล่องก็ตาม








