ตลาดหุ้นสหรัฐในวันศุกร์เปิดรับแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งสัญญาณกำไรและแนวโน้มธุรกิจที่อ่อนตัวของ Intel รวมถึงความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบของ TikTok ที่เลือกใช้โครงสร้าง joint venture เพื่อรักษาการดำเนินงานในสหรัฐฯ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนสูงขึ้นอีกครั้งจากประเด็น Greenland และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป
ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดจากดัชนี personal consumption expenditures price index เดือนพฤศจิกายน ทั้งตัวเลขทั่วไปและ core อยู่ที่ 2.8% ตามคาด แต่ยังสูงกว่าเป้า 2% ของ Federal Reserve สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังไม่กลับสู่ระดับที่ธนาคารกลางต้องการ แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะรีบาวด์ต่อเนื่องสองวันจากแรงหนุนข่าวสหรัฐยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าบางส่วนจากยุโรป และสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า แต่สัญญาณจากตลาดล่วงหน้าชี้ว่าเม็ดเงินลงทุนอาจเริ่มชะลอหลังจากดีดตัวแรงในระยะสั้น
การเมือง-เทคโนโลยีสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันตลาดโลก
ฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ประธานาธิบดี Donald Trump ยื่นฟ้อง JPMorgan Chase และ CEO Jamie Dimon ต่อศาลในรัฐฟลอริดา กล่าวหาว่าการปิดบัญชีของเขาและบัญชีที่เกี่ยวข้องในช่วงต้นปี 2021 มีแรงจูงใจทางการเมือง โดยเรียกค่าเสียหายทางแพ่งอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ กรณีดังกล่าวเกิดหลังเหตุการณ์จลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐและการพ้นตำแหน่งของ Trump ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบต่อภาคการเงิน และกระทบภาพลักษณ์สถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสายตาผู้ออกกฎหมาย
ด้านเทคโนโลยี Intel รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ดีกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร แต่ให้แนวโน้ม (guidance) ไตรมาสปัจจุบันต่ำกว่าที่ตลาดประเมิน ส่งผลให้หุ้นร่วงกว่า 13% ในการซื้อขายนอกเวลาปกติ ฝ่ายบริหารชี้ถึงปัญหาข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ทำให้ไม่สามารถตอบสนองดีมานด์ตามฤดูกาลได้เต็มที่ แม้บริษัทคาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในไตรมาสถัดไป ทั้งนี้ ราคาหุ้น Intel เพิ่งพุ่งขึ้นเกือบ 150% ในรอบ 12 เดือน จากกระแสลงทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทรายใหญ่ระดับโลก เช่น SoftBank และ Nvidia ทำให้ความเสี่ยงด้านการปรับฐานของหุ้นในกลุ่มนี้เพิ่มสูง
ขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok เดินหน้าโครงสร้างใหม่ด้วยการตั้ง joint venture เพื่อคงการดำเนินงานในสหรัฐฯ หลังเผชิญกฎหมายปี 2024 ที่บังคับให้ ByteDance ผู้ถือหุ้นใหญ่จากจีนต้องถอนการถือครองส่วนธุรกิจในสหรัฐฯ หากไม่ต้องการเผชิญการแบน TikTok ระบุว่าโครงสร้างใหม่จะเป็น “independent entity” โดย Adam Presser หัวหน้าฝ่าย operations และ trust and safety จะรับตำแหน่ง CEO ของกิจการร่วมค้า ส่วน Shou Chew จะนั่งเป็นกรรมการ และโครงสร้างบอร์ด 7 คนจะมีชาวอเมริกันเป็นเสียงข้างมาก สะท้อนความพยายามลดความกังวลด้านความมั่นคงข้อมูลของฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน TikTok ยังรักษาอิทธิพลในตลาดได้แข็งแกร่ง โดยยังเป็นแอปฯ ที่มียอดดาวน์โหลดสูงเป็นอันดับ 2 ในสหรัฐฯ ปี 2025 ตามข้อมูลของ Sensory Tower
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ประเด็น Greenland กลับมาเป็นจุดร้อนอีกครั้งหลัง Trump ประกาศว่าบรรลุ “framework” ข้อตกลงกับ NATO เกี่ยวกับเกาะดังกล่าว แต่นักการเมืองยุโรป รวมถึงผู้นำ Greenland ระบุว่ายังไม่ได้รับรายละเอียดชัดเจน และย้ำเส้นแดงเรื่องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ขณะเดียวกันผู้นำยูเครน Volodymyr Zelenskyy ใช้เวที Davos กดดันยุโรปให้มีบทบาทนำด้านความมั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงรอปรับตัวตามท่าทีสหรัฐฯ
สำหรับไทย การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ อาจลดความเสี่ยงต่อแรงกดดันด้านกฎระเบียบต่อแพลตฟอร์มในภาพรวม ช่วยประคองความเชื่อมั่นผู้ลงโฆษณาและครีเอเตอร์ชาวไทยที่พึ่งพารายได้จากผู้ใช้ทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน สัญญาณซัพพลายชิปตึงตัวและความผันผวนของหุ้น Intel มีนัยต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งไทยมุ่งดึงดูดเป็นฐานการผลิตและประกอบชิ้นส่วนในระยะถัดไป ทำให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานกำกับต้องติดตามทิศทางการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้อย่างใกล้ชิด
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/01/23/5-things-to-know-before-the-stock-market-opens.html








