ตลาดหุ้นสหรัฐยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากสงครามใน Iran และการปิดช่องแคบ Strait of Hormuz ซึ่งฉุดดัชนี S&P 500 ลงต่อเนื่องจนมีแนวโน้มขาดทุนต่อเนื่องสามสัปดาห์เป็นครั้งแรกในรอบราวหนึ่งปี ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการเข้าซื้อและหันถือเงินสดรอความชัดเจนมากขึ้น
กลยุทธ์นักลงทุนท่ามกลางสงครามและน้ำมันพุ่ง
Stephen Weiss นักเทรดและ chief investment officer แห่ง Short Hills Capital Partners ระบุว่า ภาวะปัจจุบันไม่เอื้อต่อการ “trading” ระยะสั้น โดยเลือกถือเงินสดและเลี่ยงการ “รับมีดที่กำลังร่วง” เนื่องจากยังประเมินไม่ได้ว่าตลาดจะปรับฐานลงได้ลึกเพียงใด มองว่าบรรยากาศการซื้อขายมีความผันผวนสูงและพร้อมเคลื่อนไหวในทิศทางที่คาดเดายาก
มุมมองเชิงระมัดระวังดังกล่าวมุ่งไปที่นักลงทุนระยะสั้นเป็นหลัก ขณะที่สำหรับผู้ลงทุนระยะยาวยังมองว่าหากเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคามีโอกาสฟื้นตัวและปรับขึ้นได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม แม้จะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงสั้นก็ตาม
Kevin Simpson ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Capital Wealth Planning เห็นว่าความไม่แน่นอนของระยะเวลาสงครามทำให้ยากต่อการคาดการณ์ทิศทางตลาด หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอาจเริ่มกระทบผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในปี 2026 ที่ตลาดคาดหวังการเติบโตของกำไรในระดับสองหลัก
Simpson ชี้ว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไม่เพียงกดดันกำลังซื้อผู้บริโภค แต่ยังลดอัตรากำไรของภาคธุรกิจและท้ายที่สุดจะกดดันตัวเลขกำไรสุทธิ หากราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงไปนาน ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายได้ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ผลกระทบด้านความเสี่ยงอาจถูกลดทอนลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับไทย ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจากความตึงเครียดใน Iran และการปิดช่องแคบ Strait of Hormuz มีแนวโน้มผลักดันต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสายการบิน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง ขณะเดียวกันความผันผวนของตลาดหุ้นโลกและ S&P 500 ยังอาจกระทบกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าออกตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยในระยะสั้นด้วย








