ศาลสูงสหรัฐมีมติยกเลิกมาตรการ “reciprocal tariffs” ของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งกำหนดเพดานภาษีนำเข้าแยกตามประเทศไว้สูงถึง 60% ส่งผลให้ผู้ส่งออกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองว่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สุทธิในระยะสั้น ขณะที่ภูมิทัศน์การค้าโลกเผชิญความไม่แน่นอนรอบใหม่จากท่าทีตอบโต้ของทำเนียบขาว
ก่อนหน้านี้ Trump ใช้อำนาจฝ่ายบริหารขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐแบบจำเพาะเจาะจงต่อประเทศคู่ค้า โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และ “ความเป็นธรรมทางการค้า” มาตรการดังกล่าวเปิดช่องให้ภาษีนำเข้าจากบางประเทศ โดยเฉพาะจีน พุ่งขึ้นอย่างมาก และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกมายังประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงสร้างภาษีใหม่หนุนอำนาจแข่งขัน ASEAN
คำวินิจฉัยของศาลสูงที่ชี้ว่าเพดานภาษีนำเข้าแบบแยกประเทศขัดต่ออำนาจตามรัฐธรรมนูญ ทำให้สหรัฐต้องหันกลับมาใช้โครงสร้างภาษีนำเข้าแบบกว้าง ที่กำหนดอัตราเดียวหรือใกล้เคียงกันสำหรับหลายประเทศ แทนการเลือกปฏิบัติต่อรายประเทศ ผลที่ตามมาคือความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของผู้ส่งออกใน ASEAN ยังคงอยู่ เมื่อเทียบกับผู้ผลิตจีนที่ยังเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองและความเสี่ยงจากมาตรการอื่นของสหรัฐ
ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งยอมรับดีลการค้าแบบเฉพาะเจาะจงกับ Trump โดยแลกกับการตกลงลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานขนาดใหญ่ในสหรัฐ อาจต้องทบทวนกลยุทธ์ หลังจากโครงสร้างภาษีที่ใช้เป็นฐานต่อรองทางการเมืองถูกศาลรื้อถอน ขณะที่ Trump ส่งสัญญาณเตรียมผลักดันภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตราใหม่ที่ 10% เพื่อรักษาเครื่องมือกดดันการค้าต่างประเทศ
โอกาสของฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย
สภาพการค้าใหม่ที่ภาษีถูกเฉลี่ยกว้างขึ้นและลดความเข้มข้นเป็นรายประเทศ เป็นปัจจัยหนุนให้ฐานการผลิตในเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ยังคงน่าสนใจสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน โดยเฉพาะในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูปที่เน้นการส่งออกไปตลาดสหรัฐ
สำหรับไทย การเปลี่ยนผ่านจากภาษีแบบเลือกปฏิบัติเป็นภาษีแบบกว้างช่วยลดโอกาสที่สินค้าไทยจะถูกเจาะจงขึ้นภาษีสูง และเสริมแรงจูงใจให้บริษัทต่างชาติขยายฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานชิป อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยยังต้องจับตาความเป็นไปได้ของภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% ของ Trump ที่อาจเพิ่มต้นทุนรวม แต่เปิดโอกาสการแข่งขันมากขึ้นเมื่อทุกประเทศเผชิญอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกัน
ความเสี่ยงสงครามการค้ายังไม่จบ
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่าการตัดสินของศาลสูงไม่ได้ยุติความเสี่ยงด้าน “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐกับคู่ค้าใหญ่ โดย Trump ยังมีเครื่องมือด้านกฎระเบียบ มาตรการด้านความมั่นคง และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีให้ใช้กดดันประเทศคู่ค้า การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกจึงมีแนวโน้มเดินหน้าต่อไป โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นจุดหมายสำคัญในยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจโลกในระยะถัดไป








