ศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกอัตรา tariff ส่วนใหญ่ที่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ใช้กับสินค้านำเข้าจากจีน ส่งผลให้ Apple ซึ่งจ่ายภาษีนำเข้ารวมแล้วราว 3.3 พันล้านดอลลาร์ มีแนวโน้มลดต้นทุนการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในสหรัฐลง และรักษาอัตรากำไรได้มากขึ้น หุ้น Apple ปรับขึ้นราว 1% หลังคำตัดสินถูกเผยแพร่เมื่อวันศุกร์
ก่อนหน้านี้ Apple แบกรับภาระ tariff เฉลี่ยราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส จากภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน รวมถึงจากผู้ผลิตในเอเชียอย่างเวียดนามและอินเดีย ภายใต้โครงสร้างภาษีเดิม Apple พยายามปรับฐานการผลิตสำหรับตลาดสหรัฐ โดยหันไปใช้ซัพพลายเชนในอินเดียสำหรับ iPhone ครึ่งหนึ่ง และใช้เวียดนามเป็นฐานหลักสำหรับ Mac, AirPods และ Apple Watch
ผลต่อซัพพลายเชนและต้นทุนของ Apple
คำตัดสินของศาลสูงที่สั่งยกเลิก tariff สินค้าจากจีนที่เคยถูกเก็บในอัตราสูงถึง 47% ณ เดือนธันวาคม ช่วยให้ Apple มีอิสระมากขึ้นในการย้ายการผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปตลาดสหรัฐกลับมาที่จีน ซึ่งปัจจุบันยังเป็นฐานผลิตหลักสำหรับสินค้าที่ส่งไปประเทศอื่นนอกสหรัฐ การลดแรงกดดันด้านภาษีนำเข้าอาจทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องเร่งกระจายฐานการผลิตออกจากจีนเท่าเดิม และสามารถปรับโครงสร้างซัพพลายเชนให้ซับซ้อนน้อยลง
ในช่วงที่มีการเก็บ tariff สูง Apple เลือกดูดซับต้นทุนส่วนใหญ่ไว้เอง เพื่อลดผลกระทบต่อราคาขายปลีกและความต้องการของผู้บริโภคในสหรัฐ การลดภาระภาษีนำเข้าจึงเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารราคาขายและงบลงทุน โดยที่ไม่จำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนให้ผู้บริโภคมากเท่าเดิม แม้บริษัทปฏิเสธให้ความเห็นต่อสถานการณ์ล่าสุด
ประเด็นการขอคืนภาษีและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า
มุมสำคัญที่ตลาดจับตาคือ Apple จะเดินหน้าดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอคืนเงิน tariff ที่จ่ายไปแล้วหรือไม่ หลังศาลสูงมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า tariff ที่ Trump ใช้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดขึ้นเองนั้นขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องคืนเงินภาษีนำเข้าให้ผู้ประกอบการรวมกันมากกว่า 175 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Trump ในฐานะประธานาธิบดีปัจจุบันยังไม่ยืนยันว่าจะคืนเงินให้บริษัทต่าง ๆ และคาดว่าจะมีข้อพิพาทยืดเยื้อในศาลต่อไปอีกหลายปี
แม้ tariff ต่อสินค้าจีนจำนวนมากถูกยกเลิก แต่ทิศทางการค้าของสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน Trump ระบุว่าจะใช้อำนาจตาม Section 122 ของ Trade Act of 1974 ออกคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนด “global tariff” อัตรา 10% ครอบคลุมการนำเข้าจากทั่วโลก มาตรการภายใต้กฎหมายดังกล่าวมีอายุเพียง 150 วัน หากต้องการขยายเวลาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
รัฐบาลยังเดินหน้าใช้ Section 301 เปิดการสอบสวนแนวปฏิบัติด้านการค้าที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การออก tariff ใหม่เพิ่มเติมในอนาคต ภาพรวมนี้ทำให้แผนการจัดหาสินค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติอย่าง Apple ยังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านนโยบาย แม้ต้นทุนระยะสั้นจะมีแนวโน้มลดลงจากคำตัดสินของศาลสูงก็ตาม
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/02/20/supreme-court-tariff-decision-apple-trump-cook-iphone.html








