ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสิน 6 ต่อ 3 เสียงให้ยกเลิกมาตรการเรียกเก็บ Trump tariffs ส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลประธานาธิบดี Donald Trump โดยวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้เป็นฐานอำนาจไม่เปิดช่องให้ประธานาธิบดีใช้อำนาจกำหนดอัตราภาษีนำเข้าได้เอง ศาลชี้ว่าจุดยืนทางกฎหมายของฝ่ายบริหารหากปล่อยให้ใช้ต่อไปจะเท่ากับขยายอำนาจประธานาธิบดีด้านนโยบายภาษีศุลกากรอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญ อำนาจจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส หัวหน้าผู้พิพากษา John Roberts เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก ขณะที่ผู้พิพากษา Clarence Thomas, Samuel Alito และ Brett Kavanaugh ลงมติไม่เห็นด้วย
ที่มาของ Trump tariffs และข้อจำกัดอำนาจประธานาธิบดี
Trump ใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อออก Trump tariffs เป็นวงกว้างตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาว โดยตีความว่าอำนาจให้ “regulate … importation” ภายใต้ภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงเปิดทางให้ขึ้นภาษีนำเข้าได้แทบทุกประเทศ ทั้งในรูป “reciprocal” tariffs และภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการกล่าวหาเรื่องการลักลอบนำเข้า fentanyl ศาลสูงระบุว่าไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดก่อนหน้านี้ใช้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในระดับที่กว้างและสูงเช่นนี้ และชี้ว่าหากจะให้อำนาจพิเศษด้านภาษีในระดับดังกล่าว ต้องมีถ้อยคำมอบอำนาจจากสภาคองเกรสที่ชัดเจนกว่านี้ ซึ่งในกรณีนี้ไม่มี
คำตัดสินไม่ได้ระบุชัดว่าภาษีนำเข้าที่ผู้นำเข้าได้ชำระในอัตราที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ต้องได้รับเงินคืนหรือไม่ สร้างความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจและงบประมาณรัฐบาล โดยประเมินจาก Penn Wharton Budget Model ชี้ว่ามูลค่าการคืนภาษีที่เป็นไปได้อาจสูงถึง 175,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Kavanaugh ในคำวินิจฉัยเสียงข้างน้อยเตือนว่ากระบวนการคืนภาษีอาจ “ยุ่งเหยิง” และผลกระทบระยะสั้นต่อเศรษฐกิจอาจมีนัยสำคัญ เนื่องจากปีที่ผ่านมา รายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพา Trump tariffs ภายใต้ IEEPA
ผลกระทบต่อตลาดโลกและโอกาสสำหรับไทย
นับตั้งแต่ประกาศ Trump tariffs แบบ “reciprocal” และมาตรการเจาะจงต่อ Mexico, Canada และ China นโยบายดังกล่าวได้สร้างความผันผวนในตลาดการเงินและความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก มาตรการถูกเลื่อน ปรับเปลี่ยน และนำกลับมาใช้ซ้ำหลายรอบ ทำให้ภาคธุรกิจวางแผนต้นทุนและการลงทุนได้ยาก แม้ Trump จะอ้างว่า Trump tariffs เป็นแหล่งรายได้สำคัญทดแทนภาษีเงินได้และทำให้ต่างชาติเป็นผู้แบกรับภาระ แต่ตัวเลขจากหน่วยงานอิสระอย่าง Bipartisan Policy Center ประเมินรายได้ภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ปี 2025 ราว 289,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขที่ Trump กล่าวอ้าง ขณะที่ U.S. Customs and Border Protection ระบุว่ามีการจัดเก็บภาษี Trump tariffs ภายใต้ IEEPA ประมาณ 129,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปีถึง 10 ธ.ค.
สำหรับเศรษฐกิจไทย ผลของคำตัดสินนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าในอนาคต เพราะศาลได้ตีกรอบอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ให้ขึ้นภาษีฝ่ายเดียวโดยอ้างภาวะฉุกเฉินได้ง่าย ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ และอาหาร แบกรับความไม่แน่นอนด้านภาษีนำเข้าน้อยลงในระยะกลาง ขณะเดียวกัน หากมีการคืนภาษีนำเข้าวงเงินสูงให้กับผู้นำเข้าสหรัฐฯ ก็อาจเพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อของคู่ค้ารายใหญ่ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคำสั่งซื้อจากไทย
อย่างไรก็ดี ตลาดโลกอาจต้องจับตากระบวนการจัดระเบียบใหม่ของนโยบายการค้าสหรัฐฯ หลัง Trump tariffs ถูกจำกัด รวมถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะหันกลับไปใช้ช่องทางปกติผ่านสภาคองเกรสหรือเครื่องมือการค้ารูปแบบอื่น เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุน ซึ่งอาจกระทบโครงสร้างการแข่งขันของผู้ส่งออกในเอเชียรวมถึงไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน สัญญาณจากศาลสูงครั้งนี้ยังถูกมองว่าอาจลดความเสี่ยง “สงครามภาษี” รอบใหม่ที่ใช้มาตรการฝ่ายเดียวรุนแรงคล้ายช่วงก่อนหน้า ส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของระบบการค้าโลกที่ไทยพึ่งพาอย่างมาก
ที่มา: https://www.cnbc.com/2026/02/20/supreme-court-trump-tariffs-ruling.html








