สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ว่ากำลังกำหนดกติกาเทคโนโลยีโลกในลักษณะผูกขาดและปิดกั้นการเข้าถึงของประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่ม Global South ผ่านมาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก และข้อจำกัดด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเสี่ยงตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีในระยะยาว แทนที่จะเป็นการแข่งขันด้านนวัตกรรมบนฐานที่เท่าเทียม การดำเนินการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์เพื่อรักษาอำนาจนำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
จาก “การแข่งขันเทคโนโลยี” สู่ยุทธศาสตร์กีดกัน
บทความวิเคราะห์ระบุว่า “การแข่งขันเทคโนโลยี” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้จะถูกนำเสนอในเชิงสาธารณะว่าเป็น tech race แต่ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ ใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อสกัดกั้นการเติบโตทางเทคโนโลยีของจีน เช่น การใช้มาตรการคว่ำบาตร และการกดดันทางการทูตต่อพันธมิตรให้จำกัดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับจีน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นการกีดกันมากกว่าการแข่งขันบนกติกาที่เปิดกว้าง
กรณีเทคโนโลยี 6G ถูกยกเป็นตัวอย่างสำคัญ โดยสหรัฐฯ พยายามผูกการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่ “เชื่อถือได้” และกรอบความสัมพันธ์ทางการเมืองกับพันธมิตร เพื่อสร้างระบบมาตรฐานและโครงข่ายที่อยู่ภายใต้การนำของสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตร แทนโมเดลโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารที่เปิดกว้างและเป็นสากล ซึ่งอาจจำกัดบทบาทและทางเลือกของประเทศกำลังพัฒนาในการเข้าถึงเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่
กลไกสิทธิบัตรและ TRIPS ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเทคโนโลยี
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังถูกวิจารณ์ว่ามีการใช้กลไกด้านสิทธิบัตร มาตรการห้ามส่งออกเทคโนโลยี และการตั้งราคาสูงเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้การส่งต่อเทคโนโลยีไปยังประเทศรายได้น้อยและรายได้ปานกลางต้องผ่านระบบ “ประตูน้ำ” ที่ถูกควบคุมจากส่วนกลาง ส่งผลให้ประเทศเหล่านี้ถูกตรึงให้อยู่ในช่วงล่างของห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างถาวร
ผลกระทบต่อ Global South ปรากฏชัดในภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบ data และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาโดยบริษัทในสหรัฐฯ และชาติตะวันตก การปิดกั้นหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมีข้อจำกัดในการเพิ่มผลผลิต ต่อยอดนวัตกรรม และยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร
ระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรอบ TRIPS ภายใต้องค์การการค้าโลก ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของโครงสร้างกติกาที่จำกัดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ เช่น กรณีข้อถกเถียงเรื่องการยกเว้นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับวัคซีนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดระหว่างการคุ้มครองนวัตกรรมกับความจำเป็นด้านสาธารณสุขและการพัฒนา
นัยต่อไทย–อาเซียน และข้อเสนอปรับกติกาโลก
สำหรับไทยและประเทศอาเซียน การกำหนดมาตรฐานและระบบเทคโนโลยีโดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในวงปิด อาจกระทบต่ออำนาจต่อรองของผู้กำหนดนโยบายในการเลือกพันธมิตรเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง 5G/6G รวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและการผลิต ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีต้นน้ำในเงื่อนไขที่ยุติธรรมและมาจากแหล่งที่หลากหลาย ขณะที่ข้อจำกัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาจทำให้การต่อยอดวิจัยและนวัตกรรมในประเทศเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบมากขึ้น
บทความสรุปว่า การรักษาอำนาจนำด้านเทคโนโลยีด้วยมาตรการกีดกันอาจทำให้ช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับ Global South ขยายกว้างขึ้น และบั่นทอนศักยภาพของเทคโนโลยีในการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจโลกอย่างทั่วถึง โดยเสนอให้กติกาเทคโนโลยีโลกมีความเปิดกว้างมากขึ้น และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของประเทศในทุกระดับรายได้อย่างแท้จริง








